[url=http://www.qzub.com][img]http://www.qzub.com/happy_001.gif[/img][/url]

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การเลือกตั้งมาเลเซีย


ใครที่คิดว่าการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียในวันนี้ จะเป็นวันชี้ชะตารัฐบาลมาเลเซียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค คงไม่น่าจะใช่แน่ แม้หลายคนจะมองว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้สูสีที่สุดในประวัติการเมืองมาเลเซีย แต่กับการอยู่ในอำนาจและพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี ของพรรคสหมาเลย์แห่งชาติ หรือพรรคอัมโน ไม่ง่ายที่พรรคฝ่ายค้าน แม้จะมีผู้นำชื่อ อันวาร์ อิบราฮิม ก็ตาม มาโค่นได้ง่าย ๆ เข็นครกขึ้นภูเขาที่ว่ายากแล้ว ชัยชนะของฝ่ายค้านเหนือพรรครัฐบาลมาเลเซียอาจยิ่งยากกว่าในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรครัฐบาลแค่เป๋ไปบ้างเท่านั้น แต่นี่คือการเลือกตั้งใหญ่ที่จะเพลี่ยงพล้ำอีกไม่ได้ เพราะฉะนั้น รัฐบาลต้องงัดกลยุทธ์ทุกอย่างมาช่วยในการหาเสียงอย่างเต็มที่
ต้องยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียเหนื่อยขึ้นแน่ แต่ฝ่ายค้านเหนื่อยกว่ามาก
นายกรัฐมนตรีนาจิบ วัย 59 ปี ไม่ต่างจากเดินอยู่บนทางสองแพร่ง ต้องเผชิญกับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง เรียกร้องให้เกิดสิ่งนี้ กับพวกหัวเก่าที่แนวคิดต่อต้านการปฏิรูปในรัฐบาลอายุหลายสิบปีของมาเลเซีย เพราะฉะนั้น การวางตัวในระดับที่สมดุลจะเป็นบททดสอบในการเลือกตั้งวันนี้
นายนาจิบ นักเศรษฐศาสตร์ที่จบการศึกษาจากอังกฤษ เข้ารับตำแหน่งหลังจากพรรครัฐบาลขณะนั้น ภายใต้การนำของนายอับดุลลาห์ บาดาวี  ออกจากตำแหน่งหลังสูญเสียเก้าอี้ ส.ส. ให้พรรคฝ่ายค้านในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในปี 2551 เลวร้ายที่สุดของรัฐบาลตั้งแต่อยู่ในอำนาจมาจนถึงขณะนี้ 56 ปีนายนาจิบก็เผชิญหน้ากับพรรคฝ่ายค้านที่รวมตัวกันขึ้นจากชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มที่ให้คำมั่นสัญญาอย่างแข็งขันว่าจะยุติปัญหาคอร์รัปชั่นที่มีอยู่อย่างดาษดื่น และปฏิรูปนโยบายประเทศที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพราะเน้นให้การสนับสนุนชนกลุ่มน้อยชาวมาเลย์ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม นายนาจิบ ซึ่งมีบุคลิกลักษณะนุ่มนวล ได้เปรียบคู่แข่งอยู่มากในฐานะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, คะแนนนิยมส่วนตัวยังแน่นปึ้ก, ควบคุมสื่อในประเทศได้ และชาติตระกูลดี เนื่องจากสืบเชื้อสายมาจากตระกูลผู้ดีเก่า เป็นคนในตระกูลนักการเมืองโดยสายเลือด โดยเป็นบุตรชายของนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งมาเลเซีย คือนายราซัค ฮุซเซน ที่ได้รับการชื่นชมจากชาวมาเลย์เป็นอย่างมาก และเป็นหลานของนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 คือ ฮุซเซน ออน ซึ่งเขาก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะชนะใจผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เทคะแนนให้ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งแรกที่มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพัน
นายนาจิบ เผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น พรรคอัมโนพยายามที่จะทำให้เขาเป็นตัวแทนในการเปลี่ยนแปลงผ่านการปฏิรูปที่จำกัด ซึ่งรวมทั้งการร่างกฎหมายขึ้นมาใช้แทนกฎหมายความมั่นคง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล นายนาจิบหลีกเลี่ยงการปฏิรูปในเชิงลึก และผลสำรวจความคิดเห็น ซึ่งระบุว่า เขาล้มเหลวในการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของรัฐบาล ที่สายตาประชาชนมองว่า เป็นรัฐบาลฟุ่มเฟือย คอร์รัปชั่น ซึ่งอาจทำให้เสียคะแนนบริดเกต เวลช์ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองมาเลเซีย จากมหาวิทยาลัยบริหารในสิงคโปร์ กล่าวว่า ในการปฏิรูป นายนาจิบเป็นจักรพรรดิที่ไร้อาภรณ์
ในการเลือกตั้งวันนี้ ถือเป็นงานหนักของพรรคแนวร่วมแห่งชาติบาริซาน หนึ่งในรัฐบาลที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดในโลก ในการต่อสู้กับพรรคร่วมฝ่ายค้าน 3 พรรค ซึ่งนำโดย นายอันวาร์ อิบราฮิม อดีตนักการเมืองอนาคตไกลของพรรคอัมโน แต่เป็นที่คาดกันว่า พรรคแนวร่วมแห่งชาติบาริซาน จะชนะเลือกตั้งอย่างฉิวเฉียด ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ของนายนาจิบ ตกที่นั่งลำบาก
หากล้มเหลวในการเลือกตั้งครั้งนี้ นักวิเคราะห์และคนวงในของพรรคอัมโน บอกว่า นายนาจิบอาจเผชิญกับการต่อสู้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค คล้ายกับเมื่อครั้งที่เขาได้ตำแหน่งนี้มาเมื่อปี 2552 แต่อย่าลืมว่า บิดาของนายนาจิบ คือนายราซัค ฮุซเซน นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของมาเลเซีย และถือเป็นบุคคลสำคัญในการต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษในปี 2500 สถานะของเขาค่อนข้างมั่นคงทีเดียว
ด้านนายอันวาร์ อิบราฮิม คู่แข่งคนสำคัญจากพรรคฝ่ายค้าน ก็ถือว่าไม่ธรรมดา ก่อนหน้านี้ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในมาเลเซียเช่นกัน แต่มีอันต้องกระเด็นออกจากเวทีการเมืองไปเมื่อ 15 ปีก่อน จากฝีมือรัฐบาลที่โยนข้อกล่าวหาให้หลายกระทง ทำให้ต้องต่อสู้กับมรสุมใหญ่ที่ถาโถมเข้าใส่ชีวิตตลอดช่วงเวลาดังกล่าว วันนี้ คือโอกาสที่ดีที่สุดของนายอันวาร์ ที่จะแก้แค้นรัฐบาลในการเลือกตั้งที่ถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดในชีวิต
นายอันวาร์ ในวัย 65 ปี อดีต คือทายาทการเมืองที่ดูเหมือนว่าจะได้รับการวางตัวให้นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคอัมโน พร้อมตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่วันนี้ คือ หนามยอกอก ศัตรูหมายเลขหนึ่งของพรรคอัมโน ฝันว่าจะยัดเหยียดความปราชัยให้รัฐบาลที่ผูกขาดอำนาจมานานกว่าครึ่งศตวรรษ
อดีตรองนายกรัฐมนตรี พ่วงรัฐมนตรีคลังผู้นี้ ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก บอกว่า เขาเพียงต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถบริหารประเทศด้วยหลักธรรมาภิบาล, ขุดรากถอนโคนการคอร์รัปชั่น และทำให้ประชาธิปไตยในมาเลเซียเต็มใบเสียที
พรรคอัมโนยึดครองประเทศมุสลิมสายกลางแห่งนี้ผ่านการบริหารของรัฐบาลผสมมาตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2500 แต่กำลังเจอแรงกดดันมากขึ้น จากกรณีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และการใช้อำนาจเชิงเผด็จการ ต้องมาต่อสู้กับคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างนายอันวาร์ ซึ่งเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ มีความเชี่ยวชาญ สามารถระดมชนกลุ่มน้อยในมาเลเซียเข้าสู่พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้
3 พรรคฝ่ายค้าน ภายใต้ชื่อพรรคฝ่ายปาคาตัน รัคยัต หรือพรรคสัญญาประชาชน แม้จะเผชิญหน้ากับความยากลำบาก แต่นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า ผลการเลือกตั้งใกล้เคียงกันมาก อย่างไรก็ตาม นี่คือโอกาสสุดท้ายแล้วของลูกผู้ชายที่ชื่อ อันวาร์ ชัยชนะของพรรคฝ่ายค้าน หากจะพึงเกิดขึ้น จะทำให้นายอันวาร์ได้ไปต่อ การเดินทางที่ยาวไกลบนถนนการเมืองไม่สูญเปล่าจากสถานการณ์ของรัฐบาลที่ประชาชนเริ่มเบื่อ จึงไม่แปลกที่นายอันวาร์จะหวังสูงถึงชัยชนะ และเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในมาเลเซีย แต่นายอันวาร์ก็ให้คำมั่นด้วยว่า จะลาออกจากหัวหน้าพรรค หากแพ้เลือกตั้ง
มีคำกล่าวว่า การเมือง ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร คงใช้ได้กับบางประเทศเท่านั้น แต่ไม่ใช่มาเลเซีย ไม่มีทางที่นายอันวาร์ กับพรรคอัมโนจะยืนอยู่บนเส้นตรงเดียวกันได้ การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่เดิมพันชีวิตการเมืองของทั้งนายนาจิบ และนายอันวาร์ ใครจะอยู่ใครจะไป หรือจะไปทั้งคู่ คำตอบรออยู่แล้วหลังเลือกตั้ง.


    
ผลการเลือกตั้งมาเลเซีย
ผลการเลือกตั้งมาเลเซีย นาจิบ ราซัค สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียต่อสมเด็จพระราชาธิบดี ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน
ทำหนังสือประท้วง ผลการเลือกตั้งมาเลเซีย 2013  

          เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านตวนกู อับดุล ฮาลิม มูอัซซอม ชาห์ ณ พระบรมมหาราชวัง ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อทำพิธีสาบานตนและถวายสัตย์ปฏิญาณ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 อย่างเป็นทางการแล้ว

          ขณะที่ พรรคปากาตัน รัคยัต หรือ พรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน 3 พรรค ที่นำโดย พรรคความยุติธรรมปวงชน (พีเคอาร์) ของนายอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งได้ ส.ส. 89 ที่นั่ง จาก 222 ที่นั่ง ยังคงยืนกรานไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และเตรียมยื่นหนังสือร้องเรียน ตลอดจนจะจัดการชุมนุมประท้วงต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วัน เพื่อคัดค้านผลการเลือกตั้งด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ว่า แม้พรรคร่วมรัฐบาลมาเลเซียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค จะเป็นฝ่ายชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 5 พ.ค. คงอำนาจต่อเนื่องเป็นปีที่ 56 แต่นายอันวาร์ อิบราฮิม หัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกาศยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ โดยเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น
ผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ระบุว่า พรรคร่วมรัฐบาล แนวร่วมแห่งชาติ” 13 พรรค ที่นำโดยพรรคองค์การสหมาเลย์แห่งชาติ ( อัมโน ) ของนาจิบ สามารถคว้าที่นั่งในรัฐสภาได้ถึง 133 ที่นั่ง จาก 222 ที่นั่ง ขณะที่พรรคแนวร่วม ปากาตัน รัคยัตหรือพรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน 3 พรรค นำโดยพรรคความยุติธรรมปวงชน ( พีเคอาร์ ) ของอันวาร์ ได้ไป 89 ที่นั่ง โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์ลงคะแนนมากถึง 10 ล้านคน จากทั้งหมด 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 80 ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ทว่านาจิบถือเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนแรกในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อปี 2500 ที่ได้รับคะแนนนิยมประชาชนน้อยกว่าผู้สมัครจากพรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน คือ 5.22 ต่อ 5.48 ล้านคะแนน อย่างไรก็ตาม ผู้นำมาเลเซียวัย 59 ปี ประกาศชัยชนะและขอให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้งที่ออกมา ที่เป็นการตัดสินใจโดยบริสุทธิ์ของประชาชน เพื่อความปรองดองและสมานฉันท์ในอนาคต
ขณะที่อันวาร์ วัย 65 ปี ปฏิเสธยอมรับความพ่ายแพ้ พร้อมกับประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ ว่าเต็มไปด้วยการทุจริต ดังนั้น ผลคะแนนที่ออกมาจึงไม่มีความโปร่งใส่พอ แม้ปากาตัน รัคยัต จะได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 5 ปีก่อนถึง 14 ที่นั่งก็ตาม แต่ก็ต้องสูญเสียที่นั่ง 1 ใน 4 รัฐที่เคยแย่งชิงมาจากฝ่ายรัฐบาล กลับคืนไปให้นาจิบในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งนี้ มาเลเซียแบ่งการปกครองออกเป็น 13 รัฐ
ด้านนายเจมส์ ชิน ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ในสิงคโปร์ แสดงทรรศนะเกี่ยวกับการเลือกตั้งของมาเลเซียครั้งนี้ว่า เป็นการต่อสู้กันอย่างสูสีที่สุด เนื่องจากนอกเหนือจากแรงกดดันภายนอกแล้ว ทั้งนาจิบและอันวาร์ต่างต้องเผชิญแรงเสียดทานภายในพรรคไม่แพ้กัน โดยนาจิบต้องการแย่งชิงที่นั่งที่เสียไปเมื่อปี 2551 กลับคืนมาให้ได้มากที่สุด เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากสมาชิกพรรค ซึ่งแม้จะทำไม่ได้ แต่อย่างน้อยพรรครัฐบาลก็ยังคงครองเสียงข้างมาก
อันวาร์จึงดูเหมือนเป็นฝ่ายตกที่นั่งลำบากมากกว่า และอาจถึงขั้นต้องอำลาเส้นทางการเมือง หลังประกาศชัดก่อนหน้านี้ว่า จะลาออกจากการเป็นหัวหน้าของปากาตัน รัคยัต หากเป็นฝ่ายพ่ายแพ้การเลือกตั้ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น